Showing posts with label architecture. Show all posts
Showing posts with label architecture. Show all posts

Monday, February 26, 2007

การประกวดแบบองค์ประกอบของศูนย์ชุมชนเมือง

การแถลงข่าว การประกวดแบบองค์ประกอบของศูนย์ชุมชนเมืองในพื้นที่ชานเมืองตะวันออกของกรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครร่วมกับสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย จัดแถลงข่าว การประกวดแบบองค์ประกอบของศูนย์ชุมชนเมืองในพื้นที่ชานเมืองตะวันออกของกรุงเทพมหานคร โดยมีนางบรรณโศภิษฐ์ เมฆวิชัย รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายเจตกำจร พรหมโยธี นายกสมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

เนื่องจากกรุงเทพมหานครกำลังดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่ชานเมืองตะวันออกซึ่งประกอบด้วยเขตมีนบุรี คลองสามวา ประเวศ ลาดกระบังเพื่อพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีรูปแบบที่เหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลของชุมชนเมืองและพื้นที่เกษตรกรรม โดยการกำหนดแนวทางการพัฒนาในพื้นที่ 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ชุมชนหนองจอก ศูนย์ชุมชนลาดกระบังเดิม ศูนย์ชุมชนประเวศ และศูนย์ชุมชนมีนบุรี

เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองดังกล่าว จึงได้จัดให้มีการประกวดแบบองค์ประกอบของศูนย์ชุมชนเมือง ในพื้นที่เร่งด่วนที่จะดำเนินการพัฒนาในลำดับแรก 2 ชุมชน คือ ศูนย์ชุมชนลาดกระบังเดิม (หัวตะเข้) และศูนย์ชุมชนหนองจอก โดยผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานเป็นประเภทบุคคล กลุ่มบุคคล หรือนิติบุคคล ที่มีคุณวุฒิการศึกษาหรือประกอบวิชาชีพ ด้านการผังเมือง ออกแบบชุมชนเมือง ภูมิสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรม สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลการประกวดแบบ จะต้องจัดหาทีมงานที่มีคุณสมบัติ และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมควบคุม เพื่อทำสัญญากับกรุงเทพมหานครในการออกแบบก่อสร้างต่อไป

กำหนดเปิดรับลงทะเบียนการประกวดแบบระหว่างวันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550 ถึงวันศุกร์ที่ 9 มีนาคม 2550 (เว้นวันหยุดราชการ) เวลา 09.30-16.00 น. ณ กองวางผังพัฒนาเมือง สำนักผังเมือง ชั้น 3 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400

ผู้เสนอผลงานเข้าประกวดทุกราย จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกรุงเทพมหานคร และรางวัลที่ผู้เสนอผลงานที่ผ่านการคัดเลือกของคณะกรรมการตัดสินแต่ละศูนย์ชุมชนเมือง รางวัลชนะเลิศ โล่เกียรติยศ และเงินรางวัลจำนวน 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศที่ 1 โล่เกียรติยศ และเงินรางวัลจำนวน 50,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศที่ 2 โล่เกียรติยศ และเงินรางวัลจำนวน 30,000 บาท รางวัลชมเชย 2 รางวัล โล่เกียรติยศ และเงินรางวัลจำนวน 10,000 บาท

ผู้สนใจลงทะเบียนโปรดนำหลักฐานประกอบด้วย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรแสดงตนที่ทางราชการออกให้ หลักฐานแสดงวุฒิการศึกษาด้านการผังเมือง ออกแบบชุมชนเมือง ภูมิสถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรม หรือหลักฐานประกอบวิชาชีพด้านการผังเมืองออกแบบชุมชนเมือง ภูมิสถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรม

รายละเอียดและเงื่อนไขการประกวดแบบติดตามได้จาก


www.bma.go.th/dcp หรือ www.bma-cpd.go.th หรือสอบถามรายละเอียดจากกองวางผังพัฒนาเมือง สำนักผังเมือง กรุงเทพมหานคร โทร.02 354 1276-7 และทางวิทยุในรายการ “ผังเมืองสนทนา” สถานีวิทยุ ขส.ทบ. คลื่น FM. 102.0 MHz ทุกวันพุทธ เวลา 10.00 – 10.30 น. ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไป

Friday, February 23, 2007

สุวรรณภูมิผิดกม.อาคาร

สุวรรณภูมิผิดกม.อาคาร

“เอ็มเจทีเอ” ยอมรับ แบบก่อสร้างสุวรรณภูมิบางส่วน ผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522

นายวันชัย วิมุกตายน กรรมการบริหารกลุ่มเมอร์ฟี่ จาห์น แทมส์ แอค หรือ เอ็มเจทีเอ คอนซอร์เตียม และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็ค คอนซัลแท้นส์ ในฐานะผู้ออกแบบอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ได้ขออนุญาต นางกัลยา ผกากรอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ในการชี้แจ้งข้อสงสัยของคณะทำงานชุดแก้ไขปัญหาผู้โดยสาร พนักงาน และประชาชน ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็น 1 ในคณะอนุกรรมการของบอร์ด ทอท. เนื่องจากเป็นผู้รับจ้างจึงไม่กล้าชี้แจงหรือออกมาโต้ตอบก่อนหน้านี้

ประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงมาก คือ เรื่องระบบความปลอดภัย กรณีที่เกิดเพลิงไหม้ภายในอาคาร ทางกลุ่มขอยอมรับว่าได้ทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จริง โดยเฉพาะเรื่องระยะห่างทางหนีไฟ ซึ่งกฎหมายระบุให้อยู่ที่ 72 เมตร ขณะที่แบบการก่อสร้างอยู่ที่ 76.2 เมตร เรื่องนี้คงทราบหารือกับ ทอท.เพื่อแก้ไขต่อไป

นายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฟิวชั่น คอนซัลแตนท์ ในฐานะผู้ตรวจแบบก่อสร้าง กล่าวว่า มีบางเรื่องที่ได้เตือนไปก่อนหน้านี้ ว่าควรแก้ไขและดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับแบบก่อสร้าง ทั้งทางหนีไฟ จำนวนช่องทางหนี แสงสว่าง ฯลฯ สิ่งสังเกตเห็นได้และควรแก้ไข อาทิ ประตูหมุนบริเวณทางเข้า ไม่ควรเปิดถาวร เพราะเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ไม่สามารถเปิดให้คนออกมาได้ ฉะนั้นควรใช้เป็นประตูกว้างเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้

“ในการก่อสร้างสปริงเกอร์ฉีดน้ำดับเพลิง ที่ตรวจพบโดนทาสีอุดช่องน้ำไว้ บางแห่งมีพลาสติกห่อไว้ เรื่องนี้ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ส่วนประตูบริเวณทางเข้าบันไดหนีไฟ ปัจจับันถูกบล็อกไว้หมด ทางแก้ไขจะต้องมีระบบแมนนวลไว้ใช้เพื่อระบายผู้คนออกจากสถานที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด” นายพิชญะ กล่าว

นายวันชัย กล่าวว่า กรณีที่มีผู้ออกมาระบุว่าไม่สามารถหาแบบก่อสร้างอาคารสนามบินสุวรรณภูมิฉบับสมบูรณ์ได้นั้น ทางเอ็มเจทีเอขอยืนยันว่า มีแบบก่อสร้างอาคารผู้โดยสารที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ทั้งแบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับแก้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ Today

‘เอ็มเจทีเอ’: ข้อชี้แจงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
23 February 2007

ภายหลังที่มีกระแสครึกโครมโจมตีแบบการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ล่าสุด กลุ่มเอ็มเจทีเอคอนซอร์เตียม ในฐานะผู้ออกแบบได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด “โพสต์ทูเดย์” ได้หยิบยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับระบบปรับอากาศอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งนายฉัตรชัย ภมรสูต หัวหน้าฝ่ายวิศวะเครื่องกล บริษัท แอ็คคอนซัลเท้นส์ จำกัด ซึ่งมีส่วนในการออกแบบ ได้ชี้ให้เห็นแนวคิดในการก่อสร้าง ดังนี้

รูปแบบตัวอาคารมีลักษณะเป็นอาคารผู้โดยสารที่มีความโปร่งใสสูง ภายในมีเสาน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เพื่อความสะดวกสบายในการสัญจรของผู้โดยสาร ตัวอาคารอาจแยกออกได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็น Concourse หรืออาคารสำหรับให้เครื่องบินจอดรับผู้โดยสารกับอาคาร Main Terminal ซึ่งเป็นอาคารสำหรับรับและกระจายผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก

ดังนั้น เมื่ออาคารผู้โดยสารเป็นอาคารหลังคาสูง ผู้โดยสารจะอยู่ในระดับเหนือพื้นไม่เกิน 2 เมตร ในแนวคิดการประหยัดพลังงาน จึงกำหนดให้มีการปรับอากาศเฉพาะบริเวณเหนือพื้นขึ้นไปเพียง 4 เมตร ส่วนที่เหนือขึ้นไปไม่มีการปรับอากาศ โดยจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการให้ความสว่างแทนพลังงานไฟฟ้าในเวลากลางวัน โดยปรับและควบคุมปริมาณแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านกระจกเข้ามาภายในอาคารตามจำนวนที่ต้องการ

ทั้งนี้ การปรับอากาศเฉพาะระดับที่มีคนอยู่ โดยปล่อยให้ส่วนที่สูงกว่าและไม่มีผู้อาศัยไม่มีการปรับอากาศ เพื่อลดภาระของระบบปรับอากาศ ด้วยวิธี Stratificationโดยการใช้ระบบ Radiant Floor Cooling ร่วมกับ Recirculated Air Cooling System

ขณะเดียวกันปรับปริมาณอากาศยานภายนอก (Fresh Air) ให้สัมพันธ์กับจำนวนคนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปรับปริมาณน้ำเย็นหมุนเวียน Variable Chilled Water Volume ให้สัมพันธ์กับปริมาณของ Cooling Load เพื่อลดการใช้พลังงานของเครื่องสูบน้ำเย็นหมุนเวียน ใช้ Chilled Water Temperature Difference สูงกว่าปกติ เพื่อลดปริมาณน้ำหมุนเวียน เพื่อลดขนาดของท่อส่งน้ำเย็น เป็นการลดการลงทุน ขณะเดียวกันก็ลดการใช้พลังงานของเครื่องสูบน้ำลง

ทั้งยังช่วยลดการใช้น้ำ Make Up Water ของ Cooling Tower ให้น้อยลงด้วยการใช้ Water Filter แทนการ Bleed-off ลด Solar Heat Gain Through Glass ให้น้อยลง ด้วยการใช้ Frit ที่กระจก ทำให้ค่า Solar Factor ลดลง ความร้อนที่ถ่ายผ่านกระจกเข้าสู่อาคารลดลง อีกทั้งยังช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากหลังคาและผนัง (Infrared Radiation From Ceiling, Wall) ด้วยการฉาบผิวภายในของหลังคาและผนังด้วย Low-E Infrared Hard Coating และใช้วิธีพาความร้อนจากหลอดไฟ (Convective Heat Gain) ความร้อนที่เกิดจากหลอดไฟฟ้าจะถูกพาไปกับอากาศเหนือบริเวณที่ปรับอากาศและมีอุณหภูมิสูงกว่า ซึ่งจะไม่มีผลกระทบกับบริเวณปรับอากาศ ทำให้ Cooling Load ลดลง ซึ่งการลดพลังงานในการถ่ายเทความร้อนลง โดยการถ่ายเทความร้อนด้วยน้ำในระบบ Floor Cooling จะประหยัดพลังงานได้มากกว่าใช้ลม

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีการออกแบบระบบปรับอากาศที่ใช้ Centrifugal Chiller สำหรับผู้โดยสาร 30 ล้านคน ใช้ระบบปรับอากาศแบบ Variable Water Volume, Central Chilled Water System มีห้องเครื่องทำน้ำเย็น Central Plant 2 ห้องอยู่ใกล้กัน โดยแต่ละห้องจะประกอบด้วยอุปกรณ์หลักดังนี้ คือ เครื่องทำน้ำเย็น Centrifugal Chiller ชนิดระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดสามารถทำความเย็นเครื่องละ 1,902 ตัน เครื่องทำความเย็นจำนวน 4 เครื่อง ใช้งาน 3 เครื่อง สำรอง 1 เครื่อง, เครื่องสูบน้ำหล่อเย็น 4 เครื่อง, เครื่องสูบน้ำ Primary Chilled Water Pump 4 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ Secondary Chilled Water Pump จำนวน 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง เครื่องสูบน้ำเป็นชนิด Variable Speed, Cooling Tower ขนาด 1,902 ตัน หรือ 6,688 กิโลวัตต์ เครื่องทำความเย็นจำนวน 4 ชุด ติดตั้งอยู่บนหลังคาห้องเครื่องแต่ละห้องมีที่สำรองขยายได้อีกเท่าตัว รวมระบบปรับอากาศที่ติดตั้งในเฟสแรก 8 ชุด สามารถทำความเย็นรวมกันได้ทั้งหมด 15,216 ตัน หรือ 53,504 กิโลวัตต์ ความเย็นจะใช้งานจริงเพียง 6 ชุด ที่เหลืออีก 2 ชุด เป็นเครื่องสำรอง

แต่เมื่อนโยบายการรองรับผู้เข้ามาใช้บริการภายในอาคารเพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านคน จึงได้เปลี่ยนแปลงระบบปับอากาศที่มาใช้แบบปัจจุบัน ที่ใช้การซื้อเย็นจากบริษัท DCAP โดยบริษัท DCAP ได้ติดตั้ง Absorption Chiller ที่ Central Plant เดิมแทนเครื่องทำน้ำเย็นแบบ Centrifugal Chiller เครื่องทำน้ำเย็นของบริษัท DCAP ประกอบด้วยเครื่องทำน้ำเย็น Absorption Chiller แบบ Double Effect จำนวน 4 เครื่อง แต่ละเครื่องสามารถทำความเย็นได้เครื่องละ 2,100 TR NOMINAL สามารถจ่ายน้ำเย็นได้เครื่องละ 706 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเหมาะสมกับอาคารผู้โดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีระบบการป้องกันอัคคีภัย ตามมาตรฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนอาคารผู้โดยสาร สนามบินสุวรรณภูมิมีการออกแบบเพื่อรองรับเหตุไฟไหม้ เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีทั้งระบบจ่ายน้ำและระบบก๊าซดับไฟอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีประตูหนีไฟถึง 200 ประตู ซึ่งจะสามารถระบายคนในอาคารได้หมดภายใน 3-10 นาที หากเกิดไฟไหม้ถือว่าเร็วกว่ามาตรฐานอาคารทั่วไปที่กำหนดให้ระบายคนให้หมดภายใน 15-20 นาที

ส่วนตู้ควบคุมระบบปิด-เปิด ไฟฟ้าภายในอาคาร ซึ่งตั้งอยู่บนหลังคาที่มีความร้อนสูงนั้น ยืนยันว่าไม่มีปัญหา เพราะตู้ได้รับการออกแบบให้ทนความร้อนได้ถึง 55 องศาเซลเซียส ขณะที่ปัจจุบันความร้อนอยู่ที่ 50 องศาเซลเซียส ทั้งนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินตู้ควบคุมจะมีการตัดระบบอัตโนมัติเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร แต่ยอมรับว่าทางขึ้นสู่ตู้ควบคุมนั้นไม่สะดวกเท่าที่ควร จึงต้องมีการแก้ไขต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ TODAY

Wednesday, January 10, 2007

เปิดตัวงานสถาปนิก’ 50

สมาคมสถาปนิกสยามฯ เปิดตัวงานสถาปนิก’ 50 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ต้นกล้าสถาปัตย์: Leap to the future”

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา สมาคมสถาปนิกสยามฯ จัดงานแถลงข่าว ครั้งที่ 1 เปิดตัวงานสถาปนิก’ 50 ต้นกล้าสถาปัตย์: Leap to the Future ณ ห้องมณฑาทิพย์ 4 โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 1-6 พฤษภาคม 2550 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี

นายทวีจิตร จัทรสาขา อุปนายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ เปิดเผยว่า การจัดงานสถาปนิก ถือเป็นกิจกรรมที่สมาคมฯ ได้ให้ความสำคัญและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่จะต้องจัดขึ้นทุกปี การจัดงานสถาปนิก’ 50 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 1-6 พฤษภาคม 2550 นับเป็นครั้งที่ 21 เพื่อเผยแพร่และเสริมสร้างความรู้ในการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมสาขาต่างๆ ให้ประชาชนและสมาชิกได้รับทราบ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมี ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวิชาชีพสถาปนิก และสามารถใช้ประโยชน์จากวิชาชีพสถาปนิกได้อย่างถูกต้องและถูกทาง รวมทั้งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านวิชาการ วิชาชีพ การแสดงสินค้า วัสดุ เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการออกแบบ ก่อสร้าง ตกแต่ง และเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานของสถาปนิก นิสิต-นักศึกษา และเป็นการเสริมสร้างความร่วมมือร่วมใจและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสถาปนิก นิสิตนักศึกษา และวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ

นายอนุชา ยูสานนท์ ประธานจัดงานสถาปนิก’ 50 กล่าวว่า งานสถาปนิก’ 50 จะจัดขึ้นที่ อิมแพค เมืองทองธานี สมาคมฯ มีแผนที่จะจัดอย่างยิ่งใหญ่แตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “New Experience for Everyone” ซึ่งทุกคนที่เข้าร่วมงานจะได้รับประสบการณ์ใหม่และได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมชมงานอย่างถ้วนหน้า ซึ่งสมาคมสถาปนิกสยามฯ ได้จัดแบ่งกิจกรรม ออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ประกอบด้วย กลุ่มดีไซน์เนอร์ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง กลุ่มผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มผู้บริโภครวมไปถึงประชาชนทั่วไป ซึ่งในแต่ละโซนจะจัดเตรียมกิจกรรมไว้รองรับความสนใจของทุกกลุ่ม

ทั้งนี้สมาคมสถาปนิกสยามฯ เชื่อมั่นว่างานสถาปนิก’ 50 ซึ่งมีทั้งในส่วนของภาควิชาการ ภาควิชาชีพ และภาคประชาชน จะได้รับความสนใจจากสมาชิกและประชาชนเป็นอย่างดี และเชื่อมั่นว่าประชาชนและสมาชิกจะได้รับประโยชน์จากการเข้าชมงานนี้อย่างเต็มที่

นายชาตรี มรรคา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีทีเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า การจัดงาน สถาปนิก’ 50 ในปีนี้ มีพื้นที่การจัดงานทั้งหมดกว่า 75,000 ตารางเมตร และมีการปรับปรุงการแบ่งพื้นที่การจัดแสดงสินค้าใหม่ เพื่อให้ถูกต้องและสอดคล้องกับการแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ในเชิงวิชาการเพื่อให้ผู้เข้าชมงานสามารถเลือกชมได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบยอดผู้เข้าชมงานสามารถเลือกชมได้สะดวกขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบยอดผู้จองบูธเข้าร่วมแสดงสินค้า ณ วันที่ 15 ธันวาคม 2549 กับ ปี 2548 พบว่ามีจำนวนผู้จองบูธเข้าร่วมแสดงสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 94% โดยมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 10% แสดงให้เห็นว่างานสถาปนิก’ 50 เป็นงานแสดงสินค้าทางด้านสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูง และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เข้าชมงาน จึงได้จัดบริการ “อาสาพาชม” ซึ่งเป็นบริการพาผู้เข้าชมงานไปส่ง ณ จุดแสดงสินค้าที่ผู้เข้าร่วมงานต้องการ โดยในปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานถึง 280,000 คน และจะมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้ากว่า 700 ราย ซึ่งในปีนี้ผู้จัดงานได้นำระบบ Manual Online เข้ามาให้บริการกับผู้ร่วมแสดงสินค้าให้ได้รับความสะดวกในการเตรียมการเข้าร่วมแสดงสินค้ามากยิ่งขึ้น

Links: http://www.asa.or.th/02community/02news/