สุวรรณภูมิผิดกม.อาคาร
“เอ็มเจทีเอ” ยอมรับ แบบก่อสร้างสุวรรณภูมิบางส่วน ผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522
นายวันชัย วิมุกตายน กรรมการบริหารกลุ่มเมอร์ฟี่ จาห์น แทมส์ แอค หรือ เอ็มเจทีเอ คอนซอร์เตียม และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็ค คอนซัลแท้นส์ ในฐานะผู้ออกแบบอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ กล่าวว่า ได้ขออนุญาต นางกัลยา ผกากรอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย หรือ ทอท. ในการชี้แจ้งข้อสงสัยของคณะทำงานชุดแก้ไขปัญหาผู้โดยสาร พนักงาน และประชาชน ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิซึ่งเป็น 1 ในคณะอนุกรรมการของบอร์ด ทอท. เนื่องจากเป็นผู้รับจ้างจึงไม่กล้าชี้แจงหรือออกมาโต้ตอบก่อนหน้านี้
ประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงมาก คือ เรื่องระบบความปลอดภัย กรณีที่เกิดเพลิงไหม้ภายในอาคาร ทางกลุ่มขอยอมรับว่าได้ทำผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 จริง โดยเฉพาะเรื่องระยะห่างทางหนีไฟ ซึ่งกฎหมายระบุให้อยู่ที่ 72 เมตร ขณะที่แบบการก่อสร้างอยู่ที่ 76.2 เมตร เรื่องนี้คงทราบหารือกับ ทอท.เพื่อแก้ไขต่อไป
นายพิชญะ จันทรานุวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฟิวชั่น คอนซัลแตนท์ ในฐานะผู้ตรวจแบบก่อสร้าง กล่าวว่า มีบางเรื่องที่ได้เตือนไปก่อนหน้านี้ ว่าควรแก้ไขและดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับแบบก่อสร้าง ทั้งทางหนีไฟ จำนวนช่องทางหนี แสงสว่าง ฯลฯ สิ่งสังเกตเห็นได้และควรแก้ไข อาทิ ประตูหมุนบริเวณทางเข้า ไม่ควรเปิดถาวร เพราะเมื่อเกิดเหตุไฟไหม้ ไม่สามารถเปิดให้คนออกมาได้ ฉะนั้นควรใช้เป็นประตูกว้างเพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้
“ในการก่อสร้างสปริงเกอร์ฉีดน้ำดับเพลิง ที่ตรวจพบโดนทาสีอุดช่องน้ำไว้ บางแห่งมีพลาสติกห่อไว้ เรื่องนี้ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว ส่วนประตูบริเวณทางเข้าบันไดหนีไฟ ปัจจับันถูกบล็อกไว้หมด ทางแก้ไขจะต้องมีระบบแมนนวลไว้ใช้เพื่อระบายผู้คนออกจากสถานที่เกิดเหตุให้เร็วที่สุด” นายพิชญะ กล่าว
นายวันชัย กล่าวว่า กรณีที่มีผู้ออกมาระบุว่าไม่สามารถหาแบบก่อสร้างอาคารสนามบินสุวรรณภูมิฉบับสมบูรณ์ได้นั้น ทางเอ็มเจทีเอขอยืนยันว่า มีแบบก่อสร้างอาคารผู้โดยสารที่ชัดเจน และตรวจสอบได้ทั้งแบบดั้งเดิม และแบบที่ปรับแก้
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ Today
‘เอ็มเจทีเอ’: ข้อชี้แจงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
23 February 2007
ภายหลังที่มีกระแสครึกโครมโจมตีแบบการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิ ล่าสุด กลุ่มเอ็มเจทีเอคอนซอร์เตียม ในฐานะผู้ออกแบบได้ออกมาชี้แจงเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด “โพสต์ทูเดย์” ได้หยิบยกประเด็นปัญหาเกี่ยวกับระบบปรับอากาศอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งนายฉัตรชัย ภมรสูต หัวหน้าฝ่ายวิศวะเครื่องกล บริษัท แอ็คคอนซัลเท้นส์ จำกัด ซึ่งมีส่วนในการออกแบบ ได้ชี้ให้เห็นแนวคิดในการก่อสร้าง ดังนี้
รูปแบบตัวอาคารมีลักษณะเป็นอาคารผู้โดยสารที่มีความโปร่งใสสูง ภายในมีเสาน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย เพื่อความสะดวกสบายในการสัญจรของผู้โดยสาร ตัวอาคารอาจแยกออกได้เป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็น Concourse หรืออาคารสำหรับให้เครื่องบินจอดรับผู้โดยสารกับอาคาร Main Terminal ซึ่งเป็นอาคารสำหรับรับและกระจายผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก
ดังนั้น เมื่ออาคารผู้โดยสารเป็นอาคารหลังคาสูง ผู้โดยสารจะอยู่ในระดับเหนือพื้นไม่เกิน 2 เมตร ในแนวคิดการประหยัดพลังงาน จึงกำหนดให้มีการปรับอากาศเฉพาะบริเวณเหนือพื้นขึ้นไปเพียง 4 เมตร ส่วนที่เหนือขึ้นไปไม่มีการปรับอากาศ โดยจะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการให้ความสว่างแทนพลังงานไฟฟ้าในเวลากลางวัน โดยปรับและควบคุมปริมาณแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านกระจกเข้ามาภายในอาคารตามจำนวนที่ต้องการ
ทั้งนี้ การปรับอากาศเฉพาะระดับที่มีคนอยู่ โดยปล่อยให้ส่วนที่สูงกว่าและไม่มีผู้อาศัยไม่มีการปรับอากาศ เพื่อลดภาระของระบบปรับอากาศ ด้วยวิธี Stratificationโดยการใช้ระบบ Radiant Floor Cooling ร่วมกับ Recirculated Air Cooling System
ขณะเดียวกันปรับปริมาณอากาศยานภายนอก (Fresh Air) ให้สัมพันธ์กับจำนวนคนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปรับปริมาณน้ำเย็นหมุนเวียน Variable Chilled Water Volume ให้สัมพันธ์กับปริมาณของ Cooling Load เพื่อลดการใช้พลังงานของเครื่องสูบน้ำเย็นหมุนเวียน ใช้ Chilled Water Temperature Difference สูงกว่าปกติ เพื่อลดปริมาณน้ำหมุนเวียน เพื่อลดขนาดของท่อส่งน้ำเย็น เป็นการลดการลงทุน ขณะเดียวกันก็ลดการใช้พลังงานของเครื่องสูบน้ำลง
ทั้งยังช่วยลดการใช้น้ำ Make Up Water ของ Cooling Tower ให้น้อยลงด้วยการใช้ Water Filter แทนการ Bleed-off ลด Solar Heat Gain Through Glass ให้น้อยลง ด้วยการใช้ Frit ที่กระจก ทำให้ค่า Solar Factor ลดลง ความร้อนที่ถ่ายผ่านกระจกเข้าสู่อาคารลดลง อีกทั้งยังช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากหลังคาและผนัง (Infrared Radiation From Ceiling, Wall) ด้วยการฉาบผิวภายในของหลังคาและผนังด้วย Low-E Infrared Hard Coating และใช้วิธีพาความร้อนจากหลอดไฟ (Convective Heat Gain) ความร้อนที่เกิดจากหลอดไฟฟ้าจะถูกพาไปกับอากาศเหนือบริเวณที่ปรับอากาศและมีอุณหภูมิสูงกว่า ซึ่งจะไม่มีผลกระทบกับบริเวณปรับอากาศ ทำให้ Cooling Load ลดลง ซึ่งการลดพลังงานในการถ่ายเทความร้อนลง โดยการถ่ายเทความร้อนด้วยน้ำในระบบ Floor Cooling จะประหยัดพลังงานได้มากกว่าใช้ลม
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้มีการออกแบบระบบปรับอากาศที่ใช้ Centrifugal Chiller สำหรับผู้โดยสาร 30 ล้านคน ใช้ระบบปรับอากาศแบบ Variable Water Volume, Central Chilled Water System มีห้องเครื่องทำน้ำเย็น Central Plant 2 ห้องอยู่ใกล้กัน โดยแต่ละห้องจะประกอบด้วยอุปกรณ์หลักดังนี้ คือ เครื่องทำน้ำเย็น Centrifugal Chiller ชนิดระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดสามารถทำความเย็นเครื่องละ 1,902 ตัน เครื่องทำความเย็นจำนวน 4 เครื่อง ใช้งาน 3 เครื่อง สำรอง 1 เครื่อง, เครื่องสูบน้ำหล่อเย็น 4 เครื่อง, เครื่องสูบน้ำ Primary Chilled Water Pump 4 เครื่อง เครื่องสูบน้ำ Secondary Chilled Water Pump จำนวน 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมีเครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง เครื่องสูบน้ำเป็นชนิด Variable Speed, Cooling Tower ขนาด 1,902 ตัน หรือ 6,688 กิโลวัตต์ เครื่องทำความเย็นจำนวน 4 ชุด ติดตั้งอยู่บนหลังคาห้องเครื่องแต่ละห้องมีที่สำรองขยายได้อีกเท่าตัว รวมระบบปรับอากาศที่ติดตั้งในเฟสแรก 8 ชุด สามารถทำความเย็นรวมกันได้ทั้งหมด 15,216 ตัน หรือ 53,504 กิโลวัตต์ ความเย็นจะใช้งานจริงเพียง 6 ชุด ที่เหลืออีก 2 ชุด เป็นเครื่องสำรอง
แต่เมื่อนโยบายการรองรับผู้เข้ามาใช้บริการภายในอาคารเพิ่มขึ้นเป็น 45 ล้านคน จึงได้เปลี่ยนแปลงระบบปับอากาศที่มาใช้แบบปัจจุบัน ที่ใช้การซื้อเย็นจากบริษัท DCAP โดยบริษัท DCAP ได้ติดตั้ง Absorption Chiller ที่ Central Plant เดิมแทนเครื่องทำน้ำเย็นแบบ Centrifugal Chiller เครื่องทำน้ำเย็นของบริษัท DCAP ประกอบด้วยเครื่องทำน้ำเย็น Absorption Chiller แบบ Double Effect จำนวน 4 เครื่อง แต่ละเครื่องสามารถทำความเย็นได้เครื่องละ 2,100 TR NOMINAL สามารถจ่ายน้ำเย็นได้เครื่องละ 706 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเหมาะสมกับอาคารผู้โดยสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
นอกจากนี้ ยังมีระบบการป้องกันอัคคีภัย ตามมาตรฐานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนอาคารผู้โดยสาร สนามบินสุวรรณภูมิมีการออกแบบเพื่อรองรับเหตุไฟไหม้ เป็นไปตามมาตรฐาน โดยมีทั้งระบบจ่ายน้ำและระบบก๊าซดับไฟอัตโนมัติ พร้อมทั้งมีประตูหนีไฟถึง 200 ประตู ซึ่งจะสามารถระบายคนในอาคารได้หมดภายใน 3-10 นาที หากเกิดไฟไหม้ถือว่าเร็วกว่ามาตรฐานอาคารทั่วไปที่กำหนดให้ระบายคนให้หมดภายใน 15-20 นาที
ส่วนตู้ควบคุมระบบปิด-เปิด ไฟฟ้าภายในอาคาร ซึ่งตั้งอยู่บนหลังคาที่มีความร้อนสูงนั้น ยืนยันว่าไม่มีปัญหา เพราะตู้ได้รับการออกแบบให้ทนความร้อนได้ถึง 55 องศาเซลเซียส ขณะที่ปัจจุบันความร้อนอยู่ที่ 50 องศาเซลเซียส ทั้งนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินตู้ควบคุมจะมีการตัดระบบอัตโนมัติเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร แต่ยอมรับว่าทางขึ้นสู่ตู้ควบคุมนั้นไม่สะดวกเท่าที่ควร จึงต้องมีการแก้ไขต่อไป
ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ TODAY
Friday, February 23, 2007
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
No comments:
Post a Comment